วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"คาเฟ่อเมซอนรักษ์โลก ด้วยแก้วย่อยสลายได้"

   คาเฟ่อเมซอน เปิดตัว แก้ว Amazon Bio Cup ที่ย่อยสลายได้ 100% พร้อมให้ทุกคนได้มีโอกาสร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน สำหรับเครื่องดื่มร้อนทุกเมนูในร้านคาเฟ่อเมซอนทุกสาขาทั่วประเทศ

       เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงวันนี้ คาเฟ่อเมซอนเปิดดำเนินการไปแล้วกว่า 780 สาขา และก้าวสู่การเป็นร้านกาแฟสดในดวงใจผู้บริโภค ด้วยจำนวนเครือข่ายสาขามากที่สุดในประเทศ โดยมีการใช้บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มถึงกว่า 53 ล้านแก้ว/ปี ดังนั้น เพื่อช่วยลดปัญหาการจัดการขยะ ปรับสมดุลของสิ่งแวดล้อม จึงได้นำ Amazon Bio Cup แก้วย่อยสลายได้ 100% มานำร่องใช้ในร้านคาเฟ่อเมซอน บริเวณอาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่ต้นปี 2554 โดยได้ปรับปรุงพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการใช้งานในร้านคาเฟ่อเมซอน ที่ตั้งอยู่นอกสถานีบริการน้ำมัน ตั้งแต่เมษายน 2555 ซึ่งคาเฟ่อเมซอนถือเป็นธุรกิจร้านกาแฟสด “รายแรก” ที่นำบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบด้วยพลาสติกชีวภาพชนิด PBS “ย่อยสลายได้ 100%” มาใช้เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะใช้ทดแทนแก้วพลาสติกในปัจจุบัน สำหรับเครื่องดื่มร้อนทุกเมนูในร้านคาเฟ่อเมซอนทุกสาขา ส่วนสาเหตุที่ไม่สามารถใช้ได้ในเครื่องดื่มเย็นเพราะการรับน้ำหนักของแก้วอาจจะยังทำได้ไม่ดีนัก ซึ่งในอนาคตต่อไปอาจจะเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้สามารถรองรับเครื่องดื่มเย็นได้ด้วย อย่างไรก็ตามการใช้แก้วดังกล่าวจะช่วยลดขยะพลาสติกได้กว่า 200 ตันต่อปี และยังถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ประกอบการเครื่องดื่มรายอื่นๆ จะได้หันมาร่วมกันให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

      ด้าน นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย กล่าวว่า Amazon Bio Cup เป็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ความคิดและการใส่ใจเข้าไปในการคิดค้น พัฒนาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และนำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมไปสู่ยังผู้บริโภค ที่เกิดจากความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ระหว่าง สถาบันวิจัย ปตท. ต้นคิดค้นทดลอง บริษัท PTT Polymer marketing ผู้ทำการตลาดพลาสติก วัตถุดิบหลักของบรรจุภัณฑ์ และบริษัท PTT MCC Biochem เจ้าของวัตถุดิบพลาสติกชีวภาพ PBS โดยตั้งต้นจากแก้วพลาสติกชนิด PBS compound ที่สามารถย่อยสลายจนหมด 100% ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีถ้าทิ้งไว้ในกองขยะ และพัฒนาจนมาเป็นถ้วยกระดาษเคลือบด้วย PBS ที่สามารถใช้ทดแทนบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติกชนิด LDPE ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากที่ตัวเนื้อกระดาษย่อยสลายไปแล้วจะยังคงเหลือฟิล์มพลาสติก LDPE ทิ้งไว้ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม แต่การเคลือบกระดาษด้วย PBS จะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกตกค้างได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่สามารถผลิตกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพได้ และเพื่อให้แก้วกระดาษเคลือบพลาสติกนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ จึงใช้หมึกพิมพ์ที่ผลิตจากน้ำมันดอกทานตะวัน ไม่มีกลิ่นรุนแรงเหมือนหมึกพิมพ์แบบเดิม เมื่อกลับสู่กระบวนการทางธรรมชาติก็จะไม่ทำลายผิวดินและสิ่งแวดล้อม
Ÿ Ÿ 
        "ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันตามวงจรชีวิตของ Amazon Bio Cup คือ อร่อย กับเครื่องดื่มในแก้ว Amazon Bio Cup ทิ้ง ฝังกลบลงในดิน ย่อยสลายได้ 100% กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ และคืนสีเขียวให้โลก ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นไป ที่ร้านคาเฟ่อเมซอนทุกสาขาทั่วประเทศ"

                                                                                  

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีกังหันลม

    พลังงานลม เป็นพลังงานจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ มนุษย์เราได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานลมมานานหลายพันปี ในการอำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิต เช่น การแล่นเรือใบขนส่งสินค้าไปได้ไกลๆ การหมุนกังหันวิดน้ำ การหมุนโม่หินบดเมล็ดพืชให้เป็นแป้ง ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น โดยการนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อ เป็นพลังงานที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น “ กังหันลม ” เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้้สกัดพลังงานจลน์ของกระแสลม และเปลี่ยนให้เป็นให้เป็นพลังงานกล จากนั้นจึงนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์ กล่าวคือ เมื่อกระแสลมพัดผ่านใบกังหัน จะเกิดการถ่ายทอดพลังงานจลน์ไปสู่ใบกังหัน ทำให้กังหันหมุนรอบแกน สามารถนำพลังงานจากการหมุนนี้ไปใช้งานได้กังหันลมที่ใช้กันมากในประเทศไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่ กังหันลมแบบใบกังหันไม้ ใช้สำหรับฉุดระหัดวิดน้ำเข้านาข้าวบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา กังหันลมใบเสื่อลำแพน ใช้ฉุดระหัดวิดน้ำเค็มเข้านาเกลือบริเวณ จังหวัดสมุทรสงคราม และกังหันลมแบบใบกังหันหลายใบ ทำด้วยแผ่นเหล็กใช้สำหรับสูบน้ำจากบ่อน้ำบาดาลขึ้นไปเก็บในถังกักเก็บ ส่วนการใช้กังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ายังอยู่ในระหว่างการทดสอบและพัฒนาอยู่

ชนิดของกังหันลม

ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมเพื่อใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศทั่วโลกได้ให้ความสนใจ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป เช่น ประเทศเดนมาร์ก กังหันลมที่ได้มีการพัฒนากันขึ้นมานั้นจะมีลักษณะและรูปร่างแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจำแนกตามลักษณะแนวแกนหมุนของกังหันจะได้ 2 แบบ คือ

1. กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine)
เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับทิศทางของลมโดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม มีอุปกรณ์ควบคุมกังหันให้หันไปตามทิศทางของกระแสลม เรียกว่า หางเสือ และมีอุปกรณ์ป้องกันกังหันชำรุดเสียหายขณะเกิดลมพัดแรง เช่น ลมพายุและตั้งอยู่บนเสาที่แข็งแรง กังหันลมแบบแกนนอน ได้แก่ กังหันลมวินด์มิลล์ ( Windmills) กังหันลมใบเสื่อลำแพน นิยมใช้กับเครื่องฉุดน้ำ กังหันลมแบบกงล้อจักรยาน กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าแบบพรอบเพลเลอร์ (Propeller)

กังหันลมแบบแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine)


2. กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Wind Turbine)
เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ซึ่งทำให้สามารถรับลมในแนวราบได้ทุกทิศทาง

กังหันลมแบบแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Wind Turbine)

กังหันลมแบบแนวแกนนอนเป็นแบบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนมากออกแบบให้เป็นชนิดที่ขับใบกังหันด้วยแรงยก แต่อย่างไรก็ตาม กังหันลมแบบแนวแกนตั้ง ซึ่งได้รับการพัฒนามากในระยะหลังก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากข้อดีกว่าแบบแนวแกนนอนคือ ในแบบแนวแกนตั้งนั้นไม่ว่าลมจะเข้ามาทิศไหนก็ยังหมุนได้ โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมให้กังหันหันหน้าเข้าหาลม นอกจากนี้แล้วแบบแนวแกนตั้งนั้น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบการส่งกำลังวางไว้ใกล้พื้นดินมากกว่าแบบแกนนอน เวลาเกิดปัญหาแก้ไขง่ายกว่าแบบแกนนอนที่ติดอยู่บนหอคอยสูง

ที่มาจากhttp://www3.egat.co.th/re/egat_wind/wind_technology.htm

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แผ่นดินไหวเชียงราย 3.3 แมกนิจูด อาฟเตอร์ช็อกกว่า 900 ครั้ง


เชียงรายดินไหว3.3หวั่นพระธาตุคุ้มเวียงสรวยพังถล่ม (ไอเอ็นเอ็น)

           แผ่นดินไหวเขย่าเชียงรายอีก 3.3 แมกนิจูด ชาวบ้านหวั่นองค์พระธาตุคุ้มเวียงสรวยพังถล่ม หลังอาฟเตอร์ช็อกแตะ 900 ครั้ง

           วันที่ 2 มิถุนายน 2557 สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว รายงานการเกิดแผ่นดินไหว เมื่อเวลา 11.44 น. 3.3 แมกนิจูด ความลึก 3 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เบื้องต้นยังไม่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติม 

        
   ทั้งนี้ จากการที่ จ.เชียงราย เกิดแผ่นดินครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 6.3 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกร่วม 900 ครั้ง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นกังวลว่า องค์พระธาตุคุ้มเวียงสรวย ตั้งอยู่ริมเขื่อนแม่สรวยอยู่บนเนินเขาสูง จะได้รับความเสียหายเพิ่มเติม และอาจจะพังถล่มซ้ำรอยองค์พระเชียงแสนทรงเครื่อง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป
ข่าวจากhttp://hilight.kapook.com/view/103119

เชียงราย-ความเสียหายจากแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น
รูปจากhttp://www.krobkruakao.com/

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554


แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งแปซิฟิกโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 (ญี่ปุ่น東北地方太平洋沖地震 Tōhoku Chihō Taiheiyō-oki Jishin) เป็นแผ่นดินไหวเมกะทรัสต์เกิดใต้ทะเล ขนาด 9.0 แมกนิจูด นอกชายฝั่งญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.46 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่น (05:46 UTC) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีรายงานว่า อยู่นอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรโอชิกะ โทโฮะกุ โดยมีจุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน 32 กิโลเมตร นับเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในห้าแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของโลกเท่าที่มีการบันทึกสมัยใหม่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2443และก่อให้เกิดคลื่นสึนามิทำลายล้างซึ่งสูงที่สุดถึง 40.5 เมตร ในมิยาโกะ อิวาเตะ โทโฮะกุ  บางพื้นที่พบว่าคลื่นได้พัดพาลึกเข้าไปในแผ่นดินลึกถึง 14 กิโลเมตร และมีคลื่นที่เล็กกว่าพัดไปยังอีกหลายประเทศหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ได้มีการประกาศเตือนภัยสึนามิและคำสั่งอพยพตามชายฝั่งด้านแปซิฟิกของญี่ปุ่นและอีกอย่างน้อย 20 ประเทศ รวมทั้งชายฝั่งแปซิฟิกทั้งหมดของประเทศอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ซึ่งนอกเหนือไปจากการสูญเสียชีวิตและการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นแล้ว คลื่นสึนามิดังกล่าวยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ขึ้น ซึ่งหลัก ๆ เป็นอุบัติเหตุแกนปฏิกรณ์ปรมาณูหลอมละลายระดับ 7 ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ และการกำหนดพื้นที่อพยพได้มีผลกระทบถึงราษฎรนับหลายแสนคน แผ่นดินไหวดังกล่าวรุนแรงเสียจนทำให้เกาะฮอนชูเลื่อนไปทางตะวันออก 2.4 เมตร พร้อมกับเคลื่อนแกนหมุนของโลกไปเกือบ 10 เซนติเมตร
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นะโอะโตะ คัง กล่าวว่า "ในช่วงเวลาหกสิบห้าปีนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตการณ์ครั้งนี้นับว่าร้ายแรงและยากลำบากที่สุดสำหรับญี่ปุ่น"[21] สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 15,729 ราย บาดเจ็บ 5,719 ราย และสูญหาย 4,539 ราย ในพื้นที่สิบแปดจังหวัด เช่นเดียวกับอาคารที่ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายกว่า 125,000 หลัง แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งความเสียหายอย่างหนักต่อถนนและรางรถไฟ เช่นเดียวกับเหตุเพลิงไหม้ในหลายพื้นที่ และเขื่อนแตก บ้านเรือนราว 4.4 ล้านหลังคาเรือนทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ และอีก 1.5 ล้านคนไม่มีน้ำใช้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลายเครื่องไม่สามารถใช้การได้ และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างน้อยสามเครื่องได้รับความเสียหาย เนื่องจากแก๊สไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นในอาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์ชั้นนอก และยังได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเกิดระเบิดขึ้นเกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แรงระเบิดในพื้นที่ไม่รวมสารกัมมันตรังสีอยู่ด้วย ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิและรัศมี 10 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดนิถูกสั่งอพยพ
ประมาณการความเสียหายเบื้องต้นเฉพาะที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวอย่างเดียว อยู่ระหว่าง 14,500 ถึง 34,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่นอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 15 ล้านล้านเยน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554 เพื่อพยายามฟื้นฟูสภาพการตลาดให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ธนาคารโลกประมาณการความเสียหายระหว่าง 122,000 ถึง 235,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่ามูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิอาจมีมูลค่าสูงถึง 309,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้มันเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา
อ้างอิงจากhttp://th.wikipedia.org/wiki/

อ้างอิงจากhttp://mblog.manager.co.th/varitlim/cxtokyo-diary-11/